Internship Reutlingen #1

cropped-img_0502.jpg

นี่คงเป็นบทความที่เขียนขึ้นเองเป็นครั้งแรก เป็นบทความที่เกี่ยวกับการฝึกงานที่เยอรมันนะจ๊ะ จึงอยากจะแยกเล่าเป็นเรื่องๆไป

ขึ้นเครื่องบิน

นี่เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผม ก็เล่นซะใหญ่เลย ผมนั่ง Emirates Airline โดยทีบ้านผมนั่งรถมาจาก แม่สอด และพิษณุโลก มาส่งผมขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ เครื่องบินออกเวลา 21.00 พอใกล้ถึงเวลาออก ผมก็ร่ำลาที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย ก็ไปเดินผ่าน ตม. ไป เพื่อรอที่ Gate และขึ้นเครื่องบินต่อไป จังหวะเครื่องบินขึ้น เป็นอะไรที่ผมรู้สึกลุ้นๆมากๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในการขึ้นเครื่องบิน และอีกอย่าง เหมือนตอนขึ้นไปแล้ว เครื่องบินมันโยกๆเหมือนอยู่บนเครื่องเล่นสักอันใน Dream World ทำให้ผมรู้สึกกลัวนิดนึง เพราะผมเป็นคนกลัวความสูง ( ความจริงน่าจะเรียกว่า “กลัวตกจากที่สูง” มากกว่า ) แต่ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีโยกไปมาบ้าง เพราะฝนตกเป็นช่วงๆ ซึ่งผมไปเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ ซึ่งต้องรอเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ขณะรอเปลี่ยนเครื่องก็ไม่ได้ทำอะไร นั่งเล่นไปเรื่อยเปื่อย โชคดีมี Internet Free ให้ใช้ 1 ชั่วโมง ก็นั่งเล่นอะไรเรื่อยเปื่อย จนเค้าเปิด Gate เราก็เลยเดินเข้าไปใน Gate แล้ว นั่งเครื่องบิน จาก ดูไบ มาลง Frankfurt เป็นอันถึงที่หมาย แต่ยังไม่จบ จุดสำคัญของการเข้าประเทศ นั่นก็คือ ตม. นั่นเอง ก็ต้องต่อแถวเข้าตรวจ ทีนี้ เค้าก็ถามเราว่า เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ ก็คุยกันว่ามาทำอะไร มานานแค่ไหน มีเอกสารไหม อะไรอย่างงี้ ก็ยื่นเอกสารไป ก็ถือเป็นอันว่าเรียบร้อยอย่างแท้จริง

Internet

พอหลังจากลงเครื่องมา ผ่าน ตม. เรียบร้อย ก็เริ่มจาก อยากจะติดต่อชาวบ้าน + ต้องใช้งาน Internet ในการเดินทาง พอหาซิม ก็ได้ซิมมาในราคา 30 EUR พอมาถึง ม. ในวันที่ 31 May หลังจากเข้ามา ม. ก็อยากใช้งาน Internet ซึ่งเค้า ก็มี รูปเสียบสายแลนให้ แต่เราไม่ได้เตรียมสายแลนมา ทำให้ไม่มี Internet ใช้ในวันแรก ในวันถัดมา เราก็เลยต้องเข้าเมือง Reutlingen เพื่อไปหาซื้อสายแลน แต่เราเดินเข้าไปในย่านที่น่าจะเรียกว่าตลาด ก็ได้เห็นร้านขายโทรศัพท์ ขายซิมมากมาย ซึ่งราคาซิมพร้อม Internet อยู่ที่ประมาณ 5 EUR – 10 EUR ซึ่งแบบ เอ่อ น่าจะมาซื้อแถวนี้เอาดีกว่า แต่เอาเถอะ เพราะว่าอย่างไงก็ต้องใช้ในการเดินทางและติดต่อกับผู้ประสานงานของมหาวิทยาลัยอยู่แล้วก็โอเค แล้วก็ได้สายแลนมาในราคา 5 EUR ทำให้มี Internet ใช้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า เราต้องทดสอบ Internet กันสักหน่อย ก็ตามภาพเลยละกันนะครับ

Screen Shot 2559-06-03 at 21.06.50

รถไฟ

พอลงจากเครื่องบินเราก็ดูเวลา ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลาที่รถไฟจะออก ซึ่งเราได้จองตั๋วล่วงหน้ามา เผื่อเวลาไว้ เพราะไม่คิดว่า การรอโหลดกระเป๋า กับการผ่าน ตม. จะเป็นไปด้วยความรวดเร็วเช่นนี้ เราก็เลยไปนั่ง Starbuck รอ ราคาที่ Starbuck ก็ไม่ต่างอะไรกันกับที่ประเทศไทยเท่าไหร่ ที่ต่างน่าจะเป็นเรื่องของรสชาติ กับหน้าตาซะมากกว่า พอกินเสร็จ นั่งพักกันเสร็จสักพักหนึ่ง ก็ไปล้างหน้าล้างตา แปรงฟันสักหน่อย หลังจากที่ไม่ได้ล้างหน้า แปรงฟันมาเป็นเวลา 15+ ชั่วโมง หลังจากนั้นก็ลงมารอ ซึ่งที่สถานีรถไฟจะมีนาฬิกาบอกเวลารวมถึง ป้ายที่บอกว่า รถไฟขบวนต่อไป เป็นรถไฟประเภทอะไร เที่ยวอะไร จะมาถึงตอนไหน ซึ่งจากการสังเกตจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รถไฟมาตรงเวลามากๆ มีคนหนึ่งกำลังวิ่งมาจะขึ้นรถไฟ แต่ พอถึงเวลาแล้ว รถไฟก็ไม่ได้หยุดหรอชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  ความตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือ การตรวจตั๋ว จะเกิดขึ้นบนรถไฟ โดยจะยิงไปที่ QRCode ทีไ่ด้รับจากการซื้อตั๋ว หากซื้อตั๋วออนไลน์ จะมีการตรวจบัตรที่ใช้ในการจ่ายเงินด้วย เป็นอะไรที่ OK มากๆ ซึ่งในรอบนี้ เรานั่งรถไฟ 2 แบบ คือ ICE เป็นรถไฟความเร็วสูง มากๆ และอีก แบบหนึ่งคือ RE เป็นรถไฟ ที่จอดตามสถานีเล็กๆระหว่างเมือง

รถบูส

ต้องบอกก่อนว่า ที่นี่เรียกว่ารถบูส(BUS) ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ คือ รถบูสก็คล้ายๆกับ รถไฟ ตรงที่มีเวลาบอก ตรงจุดรอรถบูส ว่าสายไหนจะมา จะมาเวลาไหน ซึ่ง ณ จุดรอรถเมล์ ก็มีนาฬิกาบอกเวลา อีกด้วย รถมาตรงเวลาแบบ เป๊ะมากๆ แทบจะ +- เวลาในหน่อย millisecond เลยก็ว่าได้ ซึ่งถามว่า เรารู้ได้ไงว่ารถไปรถบูสไปคันไหน แน่นอนว่า ถามไปเรื่อยๆครับ เดี๋ยวเค้าก็ตอบเราเองแหละ แต่ราคารถบูสก็แสนจะแพง เที่ยวหนึ่งราคา 2,4 EUR แต่ที่ก็มีเรื่องที่น่าประทับใจมากกว่าคือ เวลาคนจะขึ้นรถ คนขับจะกดปุ่มเอียงรถไปทาง ทางเท้าเพื่อให้ผู้โดยสายขึ้นได้ง่าย เป็นอะไรที่ผมชอบๆมาก เพราะเค้าใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นมองข้ามกันอีกด้วย

มหาวิทยาลัย

พอมาถึงมหาวิทยาลัย ก็รีบเข้าไปหาคนที่ติดต่อด้วย เค้าก็น่ารักมากๆ รอเราจนเย็น แบบ สี่โมงครึ่งแล้วก็ยังรอเราอยู่อะไรประมาณนั้น แล้วเค้ายังพาเราเดินไปหออีกด้วย ซึ่งเหมือนแบบ เป็นไกด์ใน ม ให้เราอ่ะ พาเราเดินดูว่า อ่า ห้องเราอยู่ตรงนี้ ห้องเราอยู่ตรงนี้ กุญแจไขอย่างงี้ ต้องเปิดอย่างงี้นะ อะไรประมาณนี้อ่ะ แบบบอกเราหมดเลยว่าเราต้องทำอะไร ช่วยเหลือเราเยอะมาก

การใช้ชีวิต

เป็นอะไรที่โอเคมากที่เราเตรียมเครื่องปรุงมา ซึ่งราคาของมันอยู่ที่ประมาณ 80 บาท เท่านั้น แต่ในช่วงแรก เราก็ต้องเสียค่าอุปกรณ์ในการดำรงชีวิต พวกแบบ น้ำมัน น้ำยาล้างจาน ฟองน้ำล้างจาน น้ำเปล่า อะไรพวกนี้ไปก่อน ซึ่งหลังๆคิดว่าน่าจะดีขึ้น เพราะเหมือนแบบ ของแรกเข้าเราพร้อมแล้ว อาหารการกินแบบที่ไม่ได้ทำเองก็อยู่ที่ประมาณ 6 ยูโร แต่ขนาด น่าจะเป็นไซส์ที่ชาวตะวันตกกิน เลยทำให้ ผมแบ่งกับใบเฟิร์นกินได้ ทำให้ราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นอะไรที่โอเคมากยิ่งขึ้น

อย่างหนึ่งที่ประหลาดใจคือ ตอนแรกคิดว่า บ้างเราสูบบุหรี่กันเยอะมาก แต่ทีนี่แบบ ดูดเยอะกว่าอ่ะ แต่ สภาพอากาศกับกลิ่นกลับดีกว่าที่บ้านเรามาก แบบ เหมือนเค้าสูบในเฉพาะที่ ที่จัดไว้ให้สูบไรประมาณนั้นแหละมั้ง แถมยังมีตู้ขายบุหรี่อยู่เยอะมากๆ หน้า ม ก็ประมาณ 5 ตู้แล้วจ้าาา..

สภาพการจราจรก็แบบ คนเดินเยอะมาก ปั่นจักรยานก็เยอะ รถส่วนตัวน้อยมาก (อาจจะเพราะว่าเป็นนอกเมืองละมั้ง แต่คิดว่าไม่น่าเกี่ยว) ทางม้าลายเยอะมาก คนขับรถให้เกียรติคนเดินข้ามถนนมาก ทุกจุดข้ามถนน จะมีแบบ ปุ่มให้กดว่า มีคนรอข้ามหน้า เค้าจะสลับไฟข้ามถนนจากแดงเป็นเขียวให้ด้วย เวลาที่ไฟจราจรของรถเป็นไฟแดง อะไรประมาณนั้นถ้าเข้าใจไม่ผิด แต่ถ้าไม่มีไฟข้ามถนน พอเค้าเห็นคนยืนอยู่ เค้าไม่ได้จะรีบเหยีบคันเร่งหรืออะไรนะ เค้ายังแบบ จอดให้เราข้ามเลย ช่างดีสะเหลือเกิน ส่วนไฟจราจรก็แบบ แดงก็คือแดง ไปเหลืองก็คือแดง คือจอดอ่ะ เขียวก็คือเขียว รีบออกกันอย่างรวดเร็ว

อีกอย่างคนที่ประเทศนี้น่ารักมาก แบบ เวลาของความช่วยเหลือ ถ้าเค้าว่าง เค้าก็จะช่วยเหลือแบบที่สุดอ่ะ ตัวอย่างเช่น ตอนแรกจะไปที่ท่ารถเมล์จะเข้า ม ก็แบบ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ต้องขึ้นรถอะไร ก็ถามลุงกับป้าคู่หนึ่ง เค้าก็แบบ พาเราเดินไปที่ป้ายรถเมล์อ่ะ พาเดินไปเลยนะ แล้วก็บอกว่าต้องทำไงต่อ หรือว่าแบบ เราหาร้านถ่ายเอกสาร ตอนแรกเค้าก็พยายามจะอธิบาย แต่เค้าคงคิดว่า เราจะไม่รู้เรื่องละมั้ง เค้าเลยพาเราเดินไปถึงร้านถ่ายเอกสาร ส่วนอีกครั้งสำหรับสัปดาห์นี้ก็คงเป็นการที่เราเดินเข้าไปถามห้องสักห้องหนึ่งในตึกอ่ะ แล้วแบบ เค้าก็พาเราเดินทั่วเลย นานอยู่อ่ะ เป็นเวลาประมาณ 10 นาทีได้มั้ง เค้าก็พยายามจะ search ให้ พยายามจะถามอาจารย์ให้ ในตอนสุดท้ายก็แบบ ไม่เจอห้อง คนที่ตามหาก็ไม่อยู่ยังพาเราเดินไปที่ห้องนั้นแล้วบอกว่า วันนี้เค้าไม่อยู่ ถ้ามาคราวหน้าก็ลองมาหาที่ห้องนี้ดูนะ แล้วเค้าก็มาบอกเราว่า เอ่อ 10 นาที จะมีสอบอ่ะ เราก็แบบเห้ย แทบจะกราบขอโทษอ่ะ แต่เค้าก็บอก ไม่เป็นไร แถมยังบอกว่า ขอให้พบคนนั้นในวันพรุ่งนี้นะ อะไรประมาณนั้น แบบ แทบกราบทุกความช่วยเหลือของทุกท่าน

เรื่องภาษา

แน่นอนว่ามาอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทย ซึ่งก่อนมาอาจารย์ได้ก็แนะนำว่า ถ้ามาอ่ะ จะได้ภาษาอังกฤษไวมากๆ แบบ คูณ 2 หรือ คูณ 3 เท่าเลย ตอนแรกก็แบบ อะไรจะขนาดนั้น พอมาเจอกับตัวเองก็แบบ เอ่อ จริงอย่างที่อาจารย์ว่า ถามว่าทำไม ก็เพราะเราถูกบังคับด้วยสถานการณ์ว่าอย่างไงก็ต้องพูด ถ้าไม่พูด เราก็ซื้อของไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ เพราะภาษาส่วนใหญ่ที่นี่ เป็นเยอรมันหมด หาภาษาอังกฤษอ่านก็ไม่ค่อยได้ แต่คนที่นี่ ถ้าเป็นแบบ รุ่น 40+ มั้งนะ จะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่ถ้าน้อยกว่านั้น จะพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆเลยทีเดียว อีกทั้งเราจะได้ภาษาเยอรมันแบบ เล็กๆน้อยติดมาด้วย จะได้มาจากแบบ การทักทาย การถามนิดหน่อยอะไรงี้อะนะ ซึ่งถ้ามีโอกาส ก็จะเป็นโอกาสที่ดีมากๆสำหรับใครหลายคนที่อยากจะฝึกภาษาเป็น Option เสริมของการฝึกงาน

เรื่องฝึกงาน

ดันเอามาเขียนเป็นเรื่องสุดท้ายซะได้ เพราะอะไรนะหรอ ก็เพราะยังไม่ได้เริ่มฝึกอย่างไงล่ะ วันที่ 1 Professor ไม่อยู่ใน มหาวิทยาลัย วันที่ 2 ก็ยังไม่ได้พบ เพราะเหมือน Professor ไม่ว่าง พอมาวันที่ 3 Professor นัดเรียกพบ โดยที่เลขาของเขาส่ง Email มาบอกว่าเข้าพบได้จนถึงบ่ายสามของวันนี้ ตอนที่กำลังจะออกไปข้างนอก ก็เลยต้องรีบไปแล้วรีบกลับ พอกลับมาถึง ก็หาข้าวกินเพื่อที่แบบ เอ่อ จะได้นั่งทำงานยาวๆแล้วแหละ พอกลับมาเอาของที่หอ ฝนดันตกครับท่าน ตกหนักด้วย จึงตัดสินใจ ส่งเมล์ไปบอก เลขาก่อนว่า ถ้าฝนตกเบาแล้วจะออกไปนะไรงี้ หลังจากส่งเมล์เสร็จ ฝนเบาเลยครับ อะไรมันจะไวปานนั้น จึงตัดสินใจรีบเดินออกไปที่ห้อง Profressor โดยทันที พอไปถึง ก็แบบเอ่อเห้ย เจอ Professor แล้วแต่เค้าบอกเรามาว่า เค้ามี workshop  อยู่ แล้วจะส่งเมล์หาเรานะ เราก็แบบ โอเค อย่างน้อยก็เจอ Professor แล้ว ก็กลับมาห้องพักตามอัธยาศัย

สำหรับสัปดาห์นี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ ถ้าขาดตกอะไรไป หรือว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็คงจะเพิ่มไหนอาทิตย์หน้าแหละ

Advertisements